Nobody (ไม่มีใคร): ฝาแฝด No one ที่ "เขียนติดกัน" และเป็น "ภาษาพูด"
Nobody (ไม่มีใคร): ฝาแฝด No one ที่ “เขียนติดกัน” และเป็น “ภาษาพูด”

คำว่า “Nobody” (ไม่มีใคร) คืออีกหนึ่งคำปฏิเสธยอดฮิตที่ใช้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน ถ้าเทียบกันแล้ว No one จะดูเป็นทางการกว่านิดหน่อย แต่ Nobody คือคำที่คุณจะได้ยินในเพลง หนัง และซีรีส์แทบทุกเรื่องครับ

1. Nobody vs No one ต่างกันตรงไหน?

  • ความหมาย: ทั้งคู่แปลว่า “ไม่มีใครเลย” (0 คน) เหมือนกันเป๊ะ
  • การเขียน:
    • No one: เขียนแยกกัน 2 คำ (เป็นทางการกว่า)
    • Nobody: เขียนติดกันเป็นคำเดียว (นิยมใช้ในภาษาพูดและกันเองมากกว่า)

2. กฎเหล็ก: เอกพจน์เสมอ (Singular Rule)

เหมือนกับ No one ครับ Nobody ถือเป็นเอกพจน์ (นับเป็น 1 หน่วย) ดังนั้นกริยาต้องผันตามประธานเอกพจน์:

  • Verb to be: ต้องใช้ is (ห้ามใช้ are)
    • Nobody is perfect. (ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ)
  • Verb ทั่วไป: ต้อง เติม s หรือ es
    • Nobody knows. (ไม่มีใครรู้)
  • Verb to have: ต้องใช้ has
    • Nobody has time. (ไม่มีใครมีเวลา)

3. ห้ามใช้ Not ซ้ำ (No Double Negatives)

เพราะ Nobody มีความหมายว่า “ไม่” อยู่ในตัวแล้ว ประโยคที่ตามมาต้องเป็น รูปบอกเล่า (Positive Form) ห้ามใส่ not เข้าไปอีกครับ

  • Wrong: Nobody doesn’t love me. (ผิด! เพราะมีปฏิเสธซ้อนกัน)
  • Right: Nobody loves me. (ถูก! – แปลว่า ไม่มีใครรักฉัน)

4. การตอบกลับ (The “They” Trick)

แม้ทางไวยากรณ์ Nobody จะเป็นเอกพจน์ แต่ในความรู้สึกมันคือกลุ่มคน (ที่ไม่มีตัวตน) เวลาเราตอบกลับหรืออ้างถึงในประโยคถัดไป ฝรั่งจึงนิยมใช้ “They” ครับ

  • Statement: Nobody is here. (ไม่มีใครอยู่ที่นี่)
  • Response: Where did they go? (พวก เขา หายไปไหนกันหมด?)

พร้อมฝึกภาษาอังกฤษแบบ “Nobody” หรือยัง?

ถ้าเข้าใจแล้ว ลองมาฝึกฟังและพูด “ประโยคบอกเล่า (Nobody)” พร้อม “ประโยคตอบกลับ” ในสถานการณ์จริง 20 คู่ประโยค ด้วยเครื่องมือฝึกภาษาด้านล่างนี้เลย! 👇

คลิกดูประโยคตัวอย่างและฟังเสียง

เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์....