
หลังจากพระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขารที่เวฬุวคามกรุงเวสาลีแล้ว ได้เสด็จผ่านไปทางภัณฑคาม หัตถิคาม อัมพคาม ชัมพุคาม โภคนคร แคว้นวัชชี ทรงแสดงมหาปเทส ๔ อย่างว่า “พวกเธออย่าพึงเชื่อหรือคัดค้าน เพราะได้ฟังจาก พระโอษฐ์ของพระศาสดา เพราะได้ฟังจากหมู่สงฆ์ เพราะได้ฟังจากพระเถระผู้เป็น พหูสูตหลายรูป หรือเพราะได้ฟังจากพระเถระผู้เป็นพหูสูตบางรูป ควรตรวจสอบเทียบ เคียงกับพระวินัยและพระสูตรก่อน”
พระพุทธองค์เสด็จต่อไปยังกรุงปาวาแคว้นมัลละ ประทับอยู่ ณ อัมพวัน สวน มะม่วงของนายจุนทะกัมมารบุตร รับนิมนต์เสวยพระกระยาหารเช้าที่เรือนของนาย จุนทะ
ทรงเสวยพระกระยาหารชื่อว่าสูกรมัททวะเสียเองแล้ว รับสั่งให้ฝังส่วนที่เหลือ ส่วนภิกษุอื่นให้ฉันภัตตาหารชนิดอื่น หลังจากเสวยแล้วเกิดอาพาธอย่างแรงด้วยโรค โลหิตปักขันทิกาพาธมีเวทนาหนักเกือบจะปรินิพพาน แต่ทรงมีสติสัมปชัญญะอดกลั้น เวทนาไว้ได้
พระพุทธองค์เสด็จต่อไปทางกรุงกุสินารา เมื่อเสด็จไปถึงระหว่างทาง ทรงแวะ พักที่ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง รับสั่งกับพระอานนท์ถึง ๓ ครั้งว่า “กระหายน้ำ” ท่านพระ อานนท์จึงนำบาตรไปตักน้ำแม้จะดูว่า ขุ่น เพราะเกวียนพึ่งผ่านไปนั้นก็กลับใสสะอาด เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนัก และทรงรับผ้าเนื้อทองสิงคีคู่หนึ่งจากนายปุกกุสมัลลบุตรผู้ เลื่อมใสศรัทธา พระอานนท์น้อมผ้าคู่นั้นเข้าไปทาบพระวรกายของพระพุทธองค์ทำให้ พระฉวีวรรณงดงามผุดผ่องเจิดจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า “พระวรกายของตถาคตย่อม บริสุทธิ์พระฉวีวรรณผุดผ่อง ๒ คราว คือ คราวตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและคราวเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน อานนท์ ในปัจฉิมยามแห่งราตรี นี้ ตถาคตจักปรินิพพาน ระหว่างไม้สาละคู่ในสาลวโนทยานของมัลละกษัตริย์ เขตกรุง กุสินารา”

พระพุทธองค์เสด็จผ่านแม่น้ำกกุธานที ให้พระจุนทกะปูผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น แล้ว เสด็จอุฏฐานไสยาโดยตั้งพระทัยว่าจะลุกขึ้นเสด็จต่อ รับสั่งกับพระอานนท์เรื่อง อาหารที่นางสุชาดาถวายก่อนตรัสรู้และนายจุนทะถวายก่อนปรินิพพานว่ามีอานิสงส์ เสมอกัน แล้วเสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีไปสู่สาลวโนทยาน กรุงกุสินารา สำเร็จอนุฏฐานไสยา คือนอนโดยจะไม่ลุกขึ้นอีก ระหว่างไม้สาละคู่ โดยหันศีรษะทางทิศเหนือ พระพุทธองค์ตรัสปัจฉิมวาจาว่า
“หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”. (ที.มหา. ๑๐/๑๘๕)
ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา เธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”





