
ภาพเบื้องหน้าของเราคือทิวทัศน์อันสงบงันแต่แฝงไว้ด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ณ เมืองไวสาลี (Vesali) รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ เสาหินพระเจ้าอโศก (Ashokan Pillar) ที่ตั้งตระหง่านอย่างสมบูรณ์เคียงข้างสถูปอิฐโบราณขนาดใหญ่ ท่ามกลางซากอารามวิหารที่เคยรุ่งเรืองในอดีต สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่งดงาม แต่คือหน้าประวัติศาสตร์ที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างในพุทธประวัติ
เสาหินพระเจ้าอโศก: สัญลักษณ์แห่งการเดินทางครั้งสุดท้าย
เสาหินที่เห็นในภาพ สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราชในราวพุทธศตวรรษที่ 3 เพื่อเป็นเครื่องหมายระลึกถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จุดเด่นที่สุดคือยอดเสาที่เป็นรูปสิงโตนั่งเพียงตัวเดียว หันหน้าไปทางทิศเหนือ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทิศที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหน้าเสด็จสู่เมืองกุสินาราเพื่อดับขันธปรินิพพาน เสาต้นนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องชี้ทางและอนุสรณ์แห่งการเดินทางครั้งสุดท้ายของพระบรมศาสดา
นครไวสาลี: สถานที่แห่งเหตุการณ์สำคัญในพุทธกิจ
เมืองไวสาลี ซึ่งในอดีตเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชีที่ปกครองโดยเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับและจำพรรษาหลายครั้ง โดยเฉพาะในพรรษาที่ ๕ ซึ่งประทับ ณ
กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของสตรีในพระพุทธศาสนา นั่นคือการที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตให้สตรีสามารถอุปสมบทได้เป็นครั้งแรก โดยมี พระนางมหาปชาบดีโคตมี เป็นปฐมภิกษุณี

การปลงอายุสังขาร: สัญญาณแห่งการอำลา
ความสำคัญที่สุดของไวสาลีคือการเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษาสุดท้าย (พรรษาที่ ๔๕) ณ หมู่บ้านเวฬุวคามซึ่งอยู่ใกล้กรุงไวสาลี และ ณ
ปาวาลเจดีย์ ในเมืองนี้เอง ที่พระองค์ได้ทรงทำการ “ปลงพระชนมายุสังขาร” คือการตัดสินพระทัยแน่วแน่ว่าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า อันเป็นสัญญาณบอกให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ทราบถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์
ดังนั้น เสาหินพระเจ้าอโศกและสถูปโบราณในภาพ จึงเป็นดั่งประจักษ์พยานที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของนครไวสาลีแห่งนี้ นครที่เป็นต้นกำเนิดของคณะภิกษุณีสงฆ์ และเป็นสถานที่ที่พระบรมศาสดาได้ทรงเริ่มต้นการเดินทางครั้งสุดท้ายสู่มหาปรินิพพานอันเป็นที่สุดแห่งสันติภาพ





