
ณ ชานเมืองไวสาลีอันรุ่งเรืองในสมัยพุทธกาล มีผืนป่าอันกว้างใหญ่และสงบร่มรื่นนามว่า “ป่ามหาวัน” ซึ่งภายในมีศาลาหลังใหญ่นามว่า “กูฏาคารศาลา” ตั้งอยู่ ป่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือที่จำพรรษาของพระบรมศาสดาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่จารึกเหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไว้ถึงสองเหตุการณ์
กำเนิดพุทธบริษัทสี่ที่สมบูรณ์: การบวชของพระภิกษุณีสงฆ์
ในพรรษาที่ ๕ ขณะที่พระพุทธองค์ประทับจำพรรษา ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวันแห่งนี้เอง ได้เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของสตรีในพระพุทธศาสนาไปตลอดกาล เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระน้านางผู้เลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะมาตั้งแต่เยาว์วัย พร้อมด้วยเจ้าหญิงสากิยานีอีก ๕๐๐ องค์ ได้ปลงพระเกศาและครองผ้ากาสาวพัสตร์ เดินทางด้วยพระบาทจากกรุงกบิลพัสดุ์มายังไวสาลี เพื่อทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี
แม้ในเบื้องต้นพระพุทธองค์จะยังไม่ทรงอนุญาต แต่ด้วยความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ของพระนาง และด้วยการทูลอ้อนวอนอย่างชาญฉลาดของพระอานนท์ ในที่สุดพระพุทธองค์จึงทรงมีพุทธานุญาตให้สตรีสามารถบวชได้ โดยมีเงื่อนไขให้ทรงยอมรับ “ครุธรรม ๘ ประการ” การตัดสินพระทัยของพระพุทธองค์ในครั้งนี้ ณ ป่ามหาวัน ทำให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้เป็นพระภิกษุณีองค์แรก และทำให้พุทธบริษัท ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ได้บังเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก
ที่ตั้งแห่งมหาสมัย: การชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ของทวยเทพ
ป่ามหาวันยังเป็นสถานที่เกิดอีกหนึ่งเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ คือ “มหาสมัยสูตร” หรือการชุมนุมครั้งใหญ่ของเหล่าทวยเทพ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงระงับสงครามแย่งน้ำระหว่างพระญาติศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ ทำให้พระราชกุมารจากทั้งสองนครรวม ๕๐๐ องค์เกิดความเลื่อมใสและออกผนวชตามเสด็จ จนทั้งหมดได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
กาลนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับ ณ ป่ามหาวัน พร้อมด้วยหมู่พระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ทั้ง ๕๐๐ องค์ ด้วยพระพุทธานุภาพและอานุภาพแห่งพระอริยสงฆ์ ทำให้เหล่าทวยเทพจากทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุต่างพากันมาชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นเพื่อเข้าเฝ้า ในการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงมหาสมัยสูตร โดยทรงประกาศนามของเหล่าเทพและพรหมที่มาประชุมกันให้ปรากฏ
ด้วยเหตุนี้ ป่ามหาวันจึงเป็นมากกว่าผืนป่า แต่เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ที่ทรงเปิดโอกาสให้สตรีได้เข้าถึงการดับทุกข์ และเป็นสถานที่ที่แสดงถึงพระพุทธบารมีอันแผ่ไพศาลไปทั่วทุกภพภูมิจนเป็นที่เคารพสักการะของเหล่าทวยเทพทั้งปวง

เสาหินพระเจ้าอโศก (Ashokan Pillar) ซึ่งตั้งอยู่เคียงข้างสถูปอิฐโบราณ ณ เมืองไวสาลี (Vaishali) รัฐพิหาร ประเทศอินเดียครับ สามารถอธิบายองค์ประกอบและรายละเอียดตามภาพได้ดังนี้
1. ตัวเสาหินพระเจ้าอโศก (The Ashokan Pillar)
- เสาต้นนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราชในราวพุทธศตวรรษที่ 3 เพื่อเป็นเครื่องหมายระลึกถึงการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า ณ เมืองไวสาลี
- มีลักษณะเป็นเสาหินทรายขัดมันเงาที่สร้างจากหินเพียงก้อนเดียว (monolithic) มีความสูงประมาณ 18.3 เมตร และยังคงตั้งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก
- จุดเด่นที่สุดคือยอดเสา ซึ่งเป็น ประติมากรรมรูปสิงโตนั่งเพียงตัวเดียว อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สิงโตตัวนี้จะหันหน้าไปทางทิศเหนือ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทิศที่พระพุทธองค์เสด็จสู่เมืองกุสินาราเพื่อดับขันธปรินิพพาน เสาต้นนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องชี้ทางสู่การเดินทางครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์
2. สถูปอิฐโบราณ (The Ancient Stupa)
- ด้านหลังของเสาหินคือ สถูปอิฐขนาดใหญ่ ที่รู้จักกันในชื่อ อานันทสถูป (Ananda Stupa)
- เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธาตุส่วนหนึ่งของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากคนสำคัญ ซึ่งปรินิพพานที่กลางแม่น้ำโรหิณี และพระญาติทั้งสองฝั่งได้แบ่งพระธาตุไปสร้างสถูปไว้
3. ซากโบราณสถานโดยรอบ
- บริเวณโดยรอบที่คุณเห็นเป็นฐานอิฐโบราณเตี้ยๆ นั้น คือซากของอาราม (วิหาร) และสถูปขนาดเล็กที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัดในสมัยโบราณ ทำให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในบริเวณนี้
- ภาพนี้ถูกถ่ายจากอีกฝั่งของ สระอภิเษกโบราณ (Abhishek Pushkarini) ซึ่งเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ลิจฉวีในอดีต
โดยสรุป ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงโบราณสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนา โดยมีเสาหินพระเจ้าอโศกเป็นประจักษ์พยานถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงประกาศการปรินิพพานของพระองค์ที่เมืองไวสาลีแห่งนี้





