สรุปเนื้อหาสำคัญจากหนังสือ “รู้จักพระไตรปิฎก ให้ชัด ให้ตรง” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระไตรปิฎก โดยมีจุดเริ่มต้นจากกรณีของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิพโล ที่นำเสนอแนวคิดบางอย่างซึ่งก่อให้เกิดความสับสนในหมู่พุทธศาสนิกชน ผู้เขียนมุ่งหวังที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในการศึกษาพระธรรมวินัยของประชาชนโดยส่วนรวม

ประเด็นสำคัญที่หนังสือชี้แจง

1. ความแตกต่างระหว่าง “พระไตรปิฎกบาลี” และ “พระไตรปิฎกภาษาไทย”

  • พระไตรปิฎกบาลี คือ คัมภีร์ดั้งเดิมที่เป็นภาษาบาลี ถือเป็น ตัวจริง และเป็นมาตรฐานสูงสุดในการอ้างอิงหลักธรรมวินัย
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย คือ ฉบับแปล จากพระไตรปิฎกบาลี เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถศึกษาได้ แม้จะมีคุณค่าอย่างสูง แต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการศึกษา ไม่ใช่ตัวบทดั้งเดิม และยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบแก้ไขความถูกต้องของคำแปลต่อไป

2. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ฉบับสยามรัฐ”

  • หนังสือได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า “พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ” คือ พระไตรปิฎกภาษาบาลีที่พิมพ์ด้วยอักษรไทย
  • ไม่มีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่เป็นภาษาไทย การอ้างถึง “พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย)” ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น เพราะฉบับแปลภาษาไทยเป็นคนละส่วนกับฉบับสยามรัฐซึ่งเป็นบาลี

3. ความสำคัญของ “อรรถกถา” (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก)

  • อรรถกถา คือคัมภีร์ที่อธิบายความหมายของศัพท์และเนื้อความที่ยากในพระไตรปิฎก เปรียบเสมือนพจนานุกรมหรือคู่มือที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจพระไตรปิฎกบาลี
  • พระไตรปิฎกภาษาไทยทุกฉบับล้วนแปลโดยอาศัยอรรถกถาเป็นหลัก ผู้แปลต้องใช้อรรถกถาเพื่อทำความเข้าใจความหมายดั้งเดิมก่อนที่จะถ่ายทอดเป็นภาษาไทย
  • ดังนั้น การปฏิเสธไม่ยอมรับอรรถกถา จึงขัดแย้งกับการยอมรับและใช้งานพระไตรปิฎกภาษาไทย เพราะฉบับแปลภาษาไทยมีรากฐานมาจากความเข้าใจผ่านอรรถกถานั่นเอง

4. การแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในประเด็นต่างๆ

  • เรื่องสิกขาบท 150 ข้อ: ประเด็นที่พระคึกฤทธิ์อ้างว่าสิกขาบทมี 150 ข้อถ้วนนั้น เกิดจากความผิดพลาดในการแปลพระไตรปิฎกภาษาไทยบางฉบับ แท้จริงแล้ว คำบาลีเดิมคือ “สาธิกํ” (สาธก) ซึ่งแปลว่า “มีส่วนเกิน” หรือ “กว่า” ดังนั้นความหมายที่ถูกต้องคือ “สิกขาบท 150 กว่าข้อ”
  • การไม่ยอมรับคำสอนของพระสาวก: การเสนอให้รับฟังเฉพาะ “พุทธวจนะ” โดยปฏิเสธคำของพระสาวก เช่น พระสารีบุตร เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะพระธรรมวินัยทั้งหมดที่อยู่ในพระไตรปิฎกที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ ล้วนมาจากการรวบรวม สังคายนา และถ่ายทอดโดยคณะสงฆ์สาวกทั้งสิ้น หากปฏิเสธคำของพระสาวก ก็เท่ากับปฏิเสธที่มาของพุทธวจนะทั้งหมด
  • เรื่องจารึกพระเจ้าอโศก: จารึกของพระเจ้าอโศกเป็นการประกาศพระราชประสงค์และหลักธรรมแก่ประชาชนในภาษาถิ่นต่างๆ ไม่ใช่การจารึกพระไตรปิฎกภาษาบาลี จึงไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นหลักฐานในการรักษาพุทธวจนะในรูปแบบของพระไตรปิฎกได้

ข้อสรุปและสาระสำคัญ

ผู้เขียนสรุปว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีรากฐานมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มาและความสำคัญของคัมภีร์ต่างๆ ในพระพุทธศาสนา หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนการ “ปลุกให้ตื่น” เพื่อให้พุทธศาสนิกชนหันมาใส่ใจศึกษาหลักการพื้นฐานให้ถ่องแท้ โดยมีแนวทางที่ถูกต้องคือ:

  1. ยึดถือพระไตรปิฎกบาลี เป็นมาตรฐานสูงสุดที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
  2. ใช้อรรถกถา เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาเพื่อเข้าถึงความหมายของพระไตรปิฎกบาลี
  3. ใช้พระไตรปิฎกภาษาไทย เป็นสะพานช่วยในการศึกษา แต่ต้องตระหนักเสมอว่าเป็นฉบับแปลที่ยังต้องการการปรับปรุง และไม่สามารถใช้แทนที่ฉบับบาลีได้
Loader Loading…
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

Download [17.00 B]

เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์....