
วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างร่วมใจกันน้อมรำลึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันนี้มีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” หรือการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ ซึ่งเกิดขึ้น ณ อารามเวฬุวัน
เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญเดือน 3) ชาวพุทธนิยมเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม และร่วมพิธีเวียนเทียน โดยการนำเครื่องสักการะมาถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา
ความสำคัญของวันมาฆบูชา
เหตุการณ์อัศจรรย์ 4 ประการที่เกิดขึ้นในวันมาฆบูชา ประกอบด้วย:
- พระสงฆ์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย: ไม่มีผู้ใดเรียกพระสงฆ์เหล่านี้มายังสำนักพระผู้มีพระภาค
- พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์: พระภิกษุที่มาประชุมนั้นล้วนแต่เป็นผู้สิ้นกิเลสหรือขีณาสพอรหันต์
- พระสงฆ์ทุกรูปได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า: พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนอุปสมบทด้วย “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”
- ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาตะวันบ่าย ณ ดิถีมาฆปุณณมี
ในที่ประชุมอันยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงกระทำวิสุทธิอุโบสถ และทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพระพุทธศาสนา
บทสวดคำถวายดอกไม้ธูปเทียนในวันมาฆบูชา
ในการประกอบพิธีเวียนเทียนหรือสักการะพระรัตนตรัย พุทธศาสนิกชนจะกล่าวคำถวายดอกไม้ ธูป และเทียน เพื่อตั้งจิตอธิษฐานรำลึกถึงพระพุทธคุณและพระสังฆคุณ ดังนี้:
คำกล่าว (ภาษาบาลี)
“อัชชายัง / มาฆะปุณณะมี / สัมปัตตา / มาฆะนักขัตเตนะ / ปุณณะจันโท / ยุตโต / ยัตถะ ตะถาคะโต / อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ / จาตุรังคิเก / สาวะกะ สันนิปาเต / โอวาทะปาติโมกขัง / อุททิสิ / อัฑฒะเตระสานิ / ภิกขุสะตานิ / สัพเพสังเยวะ / ขีณาสะวานัง / สัพเพ เต / เอหิภิกขุกา / สัพเพปิ เต / อะนามันติตาวะ / ภะคะวะโต / สันติกัง อาคะตา / เวฬุวะเน / กะลันทะกะนิวาเป / มาฆะปุณณะมิยัง / วัฑฒะมานะกัจฉายายะ / ตัสสะหมิง สันนิปาเต / ภะคะวา / วิสุทธุโปสะถัง / อะกาสิ / โอวาทะปาติโมกขัง / อุททิสิ / อะยัง อัมหากัง / ภะคะวะโต / เอโกเยวัง / สาวะกะสันนิปาโต / อะโหสิ / จาตุรังคิโก / อัฑฒะเตระสานิ / ภิกขุสะตานิ / สัพเพสังเยวะ / ขีณาสะวานัง / มะยันทานิ / อิมัง /มาฆะปุณณะมี นักขัตตะสะมะยัง / ตักกาละสะทิสัง / สัมปัตตา / สุจิระปะรินิพพุตัมปิ / ตัง ภะคะวันตัง / อะนุสสะระมานา / อิมัสสะหมิง / ตัสสะ ภะคะวะโต / สักขิภูเต / เจติเย / อิเมหิ / ทัณฑะทีปะ / ธูปะ ปุปผาทิ / สักกาเรหิ / ตัง ภะคะวันตัง / ตานิจะ / อัฑฒะเตระสานิ / ภิกขุสะตานิ / อะภิปูชะยามะ / สาธุ โน ภัณเต ภะคะวา / สะสาวะกะสังโฆ / สุจิระ ปะรินิพพุโตปิ / คุเณหิ / ธะระมาโน / อิเม สักกาเร / ทุคคะตะปันนา การะภูเต / ปะฏิคคัณหาตุ / อัมหากัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ”
คำแปล (ภาษาไทย)
“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ขึ้น ในที่ประชุมสาวก พร้อมองค์สี่ประการ พระภิกษุซึ่งประชุมนั้น ๑๒๕๐ รูป ล้วนแต่ขีณาสพอรหันต์ อุปสมบทด้วย เอหิภิขุอุปสัมปทา ไม่มีผู้ใดเรียก มายังสำนักพระผู้มีพระภาค ณ อารามเวฬุวัน เวลาตะวันบ่าย ณ ดิถีมาฆปุณณมีนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำวิสุทธิอุโบสถ ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมนั้น การประชุมใหญ่ของพระสาวก ๑๒๕๐ รูป ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ครั้งนี้มีเพียงครั้งเดียวเท่านี้
ข้าพเจ้าทั้งหลาย มาถึงมาฆปุณณมีนี้ คล้ายวันสาวกสันนิบาตนั้นแล้ว ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานนานแล้ว ขอบูชาพระผู้มีพระภาค กับสงฆ์สาวก ๑๒๕๐ รูปนั้น ด้วยสักการะ มีเทียนธูปดอกไม้เหล่านี้ ณ เจดียสถาน คือ พระสถูปและพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพยานของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ขอสมเด็จพระผู้มีพระเจ้ากับพระสงฆ์สาวก แม้ปรินิพพานนานด้วยดีแล้ว ยังดำรงอยู่ด้วยพระคุณทั้งหลาย จงทรงรับเครื่องสักการะ บรรณาการของคนยากเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั่งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ.”
การสวดคำถวายนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบูชาด้วยอามิสบูชา (ดอกไม้ ธูป เทียน) เท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนสติให้เราน้อมนำเอา “ปฏิบัติบูชา” ตามหลักโอวาทปาติโมกข์ คือ การละเว้นความชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย





