
“สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง, กุสะลัสสูปะสัมปะทา,
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง, เอตัง พุทธานะสาสะนัน..ติ” [cite: 1]
บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา เนื่องด้วยการทำบุญในวันมาฆบูชา เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับปัญาญาบารมี เพิ่มพูนกุศลบุญราศีแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่ได้มาร่วมทำบุญในวัดสังฆรัตนารามแห่งนี้ [cite: 2]
สันติภาพโลก กับ สันติภาพธรรม
เมื่อช่วงต้นปีนี้ หากเราได้เปิดดูข่าวสารหรือมองออกไปในสังคมโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เรามักจะเห็นข่าวการทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง ของพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งดึงดูดสายตาของผู้คน จากหลักสิบ สู่หลักพัน และผู้คนทั่วทั้งโลก กิจกรรมนี้เพื่อแสดงออกให้มนุษยชาติได้รับรู้ว่า โลกต้องการสิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพ” การรวมตัวของคนหมู่มากในยุคนี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย การขออนุญาตจากทางการ และใช้เวลาเตรียมการนับเดือน [cite: 3]
แต่ท่านสาธุชนเชื่อไหมว่า “การชุมนุมเพื่อสันติภาพ” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด และทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นในยุค 5G แต่เคยเกิดขึ้นเมื่อกว่า ๒,๖๐๐ ปีที่แล้ว ในป่าไผ่ที่ชื่อว่า “เวฬุวัน” กรุงราชคฤห์ ซึ่งทุกวันนี้อยู่ในประเทศอินเดีย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “วันมาฆบูชา” ที่เราทั้งหลายได้มาร่วมรำลึกถึงในวันนี้นี่เอง [cite: 4]
ความอัศจรรย์แห่ง จาตุรงคสันนิบาต
ลองหลับตาจินตนาการถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีไลน์ ไม่มีเฟซบุ๊กที่จะส่งข้อความหากัน แต่พระสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ต่างจาริกมาจากทั่วทุกสารทิศ มารวมตัวกัน ณ วัดเวฬุวัน โดยที่มิได้นัดหมายกันเลยแม้แต่รูปเดียว [cite: 5]
การประชุมครั้งใหญ่นี้เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งมีความอัศจรรย์หรือความน่าประทับใจ ควรที่จะจดจำอยู่ ๔ ประการ ที่หาได้ยากยิ่ง คือ [cite: 6]
- ๑. พระสงฆ์ทั้ง ๑,๒๕๐ รูป เดินทางมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายกันไว้ [cite: 6]
- ๒. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือพระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น [cite: 7]
- ๓. ทุกรูปล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้สำเร็จอภิญญาทั้งหมด [cite: 7]
- ๔. วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เต็มดวงสว่างไสวบริบูรณ์ [cite: 7]
ท่านเหล่านั้นไม่ได้มาชุมนุมเพื่อประท้วง หรือเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากสังคม แต่ท่านมาชุมนุมเพื่อรับฟัง “แผนที่นำทางสู่สันติภาพ” จากองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แผนที่นั้นเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์” ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา [cite: 8]
โอวาทปาฏิโมกข์: แผนที่ชีวิต 3 มิติ ในโลกยุคใหม่
แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองสหัสวรรษ แต่หลักการ ๓ ประการ ในโอวาทปาฏิโมกข์ ไม่เคยล้าสมัย กลับยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายในปัจจุบัน พระพุทธองค์ ทรงสรุปคำสอนทั้งหมดไว้เพียง ๓ ข้อสั้น ๆ แต่ครอบคลุมชีวิตเราทุกมิติ ดังนี้ [cite: 9]
ประการที่ ๑: สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง (การไม่ทำบาปทั้งปวง)
เคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า จิตคนเราเหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ บาปก็เหมือนความสกปรก คราบเหงื่อไคล หรือฝุ่นละอองที่ติดเสื้อผ้า ทำให้ใจเศร้าหมอง [cite: 10]
ในยุคปัจจุบัน บาปหรือความชั่วไม่ได้มีแค่การไปตีรันฟันแทงกันทางกายเท่านั้น การด่าทอกันในโซเชียลมีเดีย การแชร์ข่าวปลอม การพิมพ์ข้อความด้วยความเกลียดชัง สิ่งเหล่านี้คือการทำร้ายผู้อื่นทางวาจาและทางใจโดยที่เรามองไม่เห็นรอยเลือด พระพุทธองค์สอนให้เราหยุด บาปอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย เมื่อทำแล้ว ผู้ทำย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง การไม่ทำบาปในวันนี้ จึงรวมถึงการมีสติก่อนจะทำ พูด แสดงความคิดเห็น ก่อนที่จะส่งต่อความโกรธเกลียดให้กระจายออกไป [cite: 11]
ประการที่ ๒: กุสะลัสสูปะสัมปะทา (การทำกุศลให้ถึงพร้อม)
กุศล คือความฉลาดในการทำความดี การที่เราเห็นเพื่อนมนุษย์เดินเพื่อสันติภาพ นั่นเป็นสิ่งที่ดีในการแสดงจุดยืน แต่พระพุทธศาสนาสอนให้เราก้าวไปไกลกว่านั้น คือการลงมือ “สร้าง” สันติภาพด้วยตัวเราเองผ่านกาย วาจา และใจ ที่เป็นสุจริต [cite: 12]
การประพฤติชอบด้วยกายและวาจา เริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะต่างเชื้อชาติหรือศาสนาใด การช่วยเหลือแบ่งปันเมื่อเกิดภัยพิบัติ การพูดจาให้กำลังใจกันในที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้คือ “วจีสุจริต” และ “กายสุจริต” สันติภาพที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการลงนามในสัญญาระดับโลก แต่เกิดจากรอยยิ้มและการยื่นมือเข้าช่วยเหลือกันในชุมชนเล็ก ๆ ของพวกเรานี่เอง [cite: 13]
ประการที่ ๓: สะจิตตะปะริโยทะปะนัง (การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว)
ข้อนี้คือความท้าทายที่สุดของมนุษย์ในยุคนี้ ทุกวันนี้เราถูกป้อนข้อมูลข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง จิตใจของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า “นิวรณ์” หรือเครื่องเศร้าหมอง ทั้งความตื่นตระหนก ความโลภ ความโกรธ และความหลง เราชำระล้างร่างกายด้วยการอาบน้ำทุกวัน แต่เราปล่อยให้จิตใจหมักหมมไปด้วยความเครียดและขยะทางอารมณ์ [cite: 14]
พระพุทธองค์ตรัสว่า การกระทำทางกายและวาจา ล้วนมีรากฐานมาจาก “ใจ” หากจิตไม่มั่นคง หวั่นไหวง่าย ก็จะถูกชักนำไปในทางที่ผิด การทำจิตให้ผ่องแผ้ว ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ แต่คือการกลับมามี “สติ” รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง การให้ทาน การสวดมนต์ การนั่งสมาธิ เจริญจิตภาวนา ไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางศาสนา แต่คือ “เครื่องมือชุบชีวิต” เพื่อให้เรามีสติปัญญาเผชิญกับโลกได้อย่างสงบเย็น [cite: 15]
พระพุทธองค์ตรัสปิดท้ายไว้ว่า “เอตัง พุทธานะสาสนัง” ทั้ง ๓ ประการนี้ ได้แก่ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หมายความว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทั้งที่ผ่านมาแล้วในอดีต และจักมีในอนาคตก็ตรัสอย่างนี้ สอนอย่างนี้ ไม่ต้องรอถึงพระศรีอริยเมตไตรมาตรัสรู้ เพราะพระองค์ก็ทรงสอนดังนี้ เช่นกัน [cite: 16]
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่คำสอนของผู้เทศก์ ผู้เทศก์เป็นแต่ผู้แสดงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ตามคาถาที่พระพุทธองค์ได้แสดงในวันมาฆบูชา ที่ได้อัญเชิญมาในเบื้องต้นนั้นว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง, กุสะลัสสูปะสัมปะทา, สะจิตตะปะริโยทะปะนัง, เอตัง พุทธานะสาสะนัง [cite: 17]
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เมื่อวันอันเป็นมงคลยิ่งนี้เวียนมาบรรจบ เราทั้งหลายได้สละเวลาอันมีค่า ขวนขวายมาบำเพ็ญบุญกุศล มีการแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ตระเตรียมสถานที่ก่อนวันงาน เมื่อถึงวันงาน มีการไหว้พระ สมาทานศีล ถวายภัตตาร ฟังธรรม และทำประทักษิณเวียนเทียนเป็นที่สุด นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง เป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระพุทธองค์ ที่ทรงวางหลักการอยู่ร่วมกันของสรรพชีวิตด้วยความเมตตาและให้อภัย อันจะนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง [cite: 18]
ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ อาตมภาพขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยอวยพรชัยให้ท่านสาธุชนทั้งหลายนิรทุกข์ นิรโศก นิรโรค นิรภัย ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด อันเป็นไปโดยชอบประกอบไปด้วยธรรม ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ สมความปรารถนาจงทุกประการ แสดงพระธรรมเทศนามาสมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ [cite: 19]





