
ใจกลางมหานครมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีแห่งสุดท้ายของเมียนมา ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธทั่วประเทศและทั่วโลก นั่นคือ พระมหามัยมุนี (Mahamuni Buddha) หรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “มหาเมียะมุนิ” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ได้รับการเคารพสูงสุด เปรียบดังพระพุทธเจ้าที่มีชีวิต
พระมหามัยมุนีไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมอันงดงาม แต่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ตำนาน และพลังแห่งศรัทธาที่สืบทอดมานับพันปี จนได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเมียนมา
ตำนานแห่งลมหายใจพระพุทธองค์
ตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา พระมหามัยมุนีถูกสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 6 (ประมาณ 554 ปีก่อนคริสตกาล) ณ แคว้นยะไข่ หรืออาระกัน ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ กล่าวกันว่า พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์แห่งยะไข่ มีพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดยังเมืองของพระองค์
เมื่อเสด็จมาถึง พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเทศนา และก่อนจะเสด็จกลับ พระเจ้าจันทสุริยะได้ทูลขอให้พระองค์ประทานตัวแทนไว้เพื่อเป็นที่สักการะบูชา พระพุทธองค์จึงทรงประทานอนุญาตให้สร้างพระพุทธรูปจำลองของพระองค์ขึ้น โดยที่พระองค์ได้ประทับนั่งเป็นแบบให้ด้วยพระองค์เองเป็นเวลา 7 วัน เมื่อหล่อพระพุทธรูปเสร็จสิ้น พระพุทธองค์ได้ทรง เป่าลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์ เข้าไปในองค์พระพุทธรูปนั้น ทำให้พระมหามัยมุนีกลายเป็น “พระพุทธรูปที่มีชีวิต” หรือที่เรียกกันว่า “ชีวมพุทธปฏิมา”

จากยะไข่สู่มัณฑะเลย์
พระมหามัยมุนีประดิษฐานอยู่ที่เมืองธัญญวดีแห่งยะไข่เป็นเวลายาวนานกว่า 1,800 ปี จนกระทั่งในรัชสมัยของ พระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบอง ในปี พ.ศ. 2327 พระองค์ได้ทรงกรีฑาทัพไปตียะไข่ และได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีข้ามเทือกเขายะไข่อันสูงชันและทุรกันดารมายังเมืองอมรปุระ ก่อนจะย้ายมาประดิษฐานยังที่ตั้งปัจจุบัน ณ วัดมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์ การเดินทางครั้งนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องมีการแยกชิ้นส่วนองค์พระออกเป็นสามท่อนแล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่ที่ราชธานี
ลักษณะและพุทธศิลป์
พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ มีความสูง 3.8 เมตร (ประมาณ 12 ฟุต 7 นิ้ว) เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ ทองคำเปลวที่ถูกปิดทับซ้อนกัน มาเป็นเวลานับร้อยปีจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน (เฉพาะผู้ชายที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปปิดทอง) ทำให้พระวรกายขององค์พระพอกพูนหนาขึ้นจนเห็นรายละเอียดดั้งเดิมไม่ชัดเจนนัก ยกเว้นส่วนพระพักตร์ (ใบหน้า) ที่ยังคงความงดงามเปล่งปลั่งสมบูรณ์ดังเดิม เนื่องจากมีการเว้นไว้ ไม่มีการปิดทองทับ
ความหนาของทองคำเปลวบนองค์พระนั้นหนาหลายนิ้ว สะท้อนถึงความศรัทธาที่ไม่เคยเสื่อมคลายของชาวเมียนมาที่มีต่อองค์พระปฏิมานี้

พิธีล้างพระพักตร์อันศักดิ์สิทธิ์
สิ่งหนึ่งที่ทำให้พระมหามัยมุนีแตกต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นและเป็นที่ดึงดูดศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศ คือ พิธีล้างพระพักตร์ ที่จัดขึ้นทุกรุ่งเช้าไม่เคยขาด ตั้งแต่เวลาประมาณ 04:00 น. หรือ 04:30 น.
พิธีนี้จะเริ่มขึ้นเมื่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่พร้อมด้วยลูกศิษย์ นำน้ำอบ น้ำหอมผสมทานาคา และแปรงขนนุ่ม มาทำความสะอาดพระโอษฐ์ (ปาก) และขัดสีพระทนต์ (ฟัน) ขององค์พระอย่างแผ่วเบาและนอบน้อม เสมือนการปรนนิบัติพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์ชีพ จากนั้นจะใช้ผ้าขนหนูสะอาดเช็ดพระพักตร์จนแห้ง แล้วใช้พัดขนาดใหญ่พัดถวาย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี บรรยากาศตลอดพิธีกรรมจะเต็มไปด้วยความสงบ ศักดิ์สิทธิ์ และเสียงสวดมนต์ของพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น
พิธีกรรมนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่แสดงถึงความเชื่อว่าพระมหามัยมุนียังคงมีลมหายใจ และเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิริมงคลอันสูงสุด
พระมหามัยมุนีจึงไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปที่งดงาม แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชาวเมียนมา เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่ยังคง “มีชีวิต” อยู่ในใจของพุทธศาสนิกชนเสมอมา และจะยังคงเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธไปอีกตราบนานเท่านาน





