
ท่ามกลางกลุ่มพุทธสถานบนเนินเขาสักกะ ณ สาญจี ประเทศอินเดีย นอกจากมหาสถูป (สถูปหมายเลข 1) อันเป็นประธานแล้ว ยังมีสถูปอีกองค์หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลก นั่นคือ สถูปหมายเลข 3 (Stupa No. 3) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ค้นพบพระอัฐิธาตุของสองพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า คือ พระสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานะ
ประวัติและการก่อสร้าง
สถูปหมายเลข 3 ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ศุงคะ (Shunga) ประมาณศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุคเดียวกับการขยายมหาสถูปองค์หลัก แม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่สถาปัตยกรรมก็มีความคล้ายคลึงกัน คือเป็นสถูปทรงโอคว่ำที่สร้างด้วยหินทรายอย่างแข็งแรงและได้สัดส่วน
สถาปัตยกรรมและลักษณะเด่น
- ขนาด: สถูปหมายเลข 3 มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เมตร (49 ฟุต) และมีความสูงประมาณ 8.23 เมตร (27 ฟุต)
- ประตูโตรณะ: สิ่งที่ทำให้สถูปองค์นี้โดดเด่นคือ ประตูโตรณะ (Torana) ทางทิศใต้ ซึ่งมีเพียงประตูเดียว (ต่างจากมหาสถูปที่มี 4 ประตู) แม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็มีการแกะสลักลวดลายที่สวยงามและประณีตไม่แพ้กัน
- ฉัตร: บนยอดของสถูปมี ฉัตรซ้อนกันเพียง 1 คัน ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่บ่งบอกว่าสถูปองค์นี้ไม่ได้สร้างขึ้นสำหรับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า แต่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระธาตุของพระอรหันตสาวกที่สำคัญ
การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์
จุดที่ทำให้สถูปหมายเลข 3 กลายเป็นที่รู้จักและเคารพไปทั่วโลก เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) เมื่อ เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม (Sir Alexander Cunningham) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ทำการขุดค้นภายในองค์สถูปและได้ค้นพบห้องบรรจุพระธาตุ
ภายในห้องนั้น เขาได้พบผอบศิลา 2 ใบ บนผอบใบหนึ่งมีจารึกอักษรพราหมีระบุว่า “สาริปุตสะ” (Sariputasa) ซึ่งหมายถึง “(พระธาตุ) ของพระสารีบุตร” และบนผอบอีกใบหนึ่งจารึกว่า “มหาโมคลานสะ” (Mahamogalanasa) ซึ่งหมายถึง “(พระธาตุ) ของพระมหาโมคคัลลานะ”
ภายในผอบบรรจุชิ้นส่วนพระอัฐิธาตุของพระอัครสาวกทั้งสอง ซึ่งถือเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยืนยันเรื่องราวในพระคัมภีร์และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง

การเดินทางของพระธาตุและการกลับคืนสู่สาญจี
หลังจากถูกค้นพบ พระธาตุได้ถูกนำไปยังประเทศอังกฤษและเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ตในกรุงลอนดอนเป็นเวลานานเกือบร้อยปี ต่อมาด้วยความพยายามของมหาโพธิสมาคมและรัฐบาลอินเดีย ในที่สุดรัฐบาลอังกฤษก็ได้ส่งมอบพระธาตุคืนสู่อินเดียในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949)
หลังจากที่พระธาตุได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนในหลายประเทศได้สักการะบูชา ในที่สุดปี พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) พระธาตุของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะก็ได้ถูกอัญเชิญกลับมาประดิษฐาน ณ พระวิหารเจติยคีรี (Chethiyagiri Vihara) ซึ่งเป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่ใกล้กับสถูปหมายเลข 3 ณ สาญจี อันเป็นสถานที่ดั้งเดิมที่เคยประดิษฐานพระธาตุมาก่อน
ในปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนที่เดินทางไปแสวงบุญ ณ สาญจี จะได้มีโอกาสเข้าไปสักการะพระธาตุของพระอัครสาวกทั้งสองภายในพระวิหารแห่งนี้ ซึ่งเปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษในวันสำคัญทางศาสนา ทำให้สถูปหมายเลข 3 และพระวิหารเจติยคีรีเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องไปเยือน เพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของพระอัครสาวกผู้เป็นเลิศทางปัญญาและฤทธานุภาพ




