นี่คือสรุปเนื้อหาจากเอกสาร “คู่มืออุปสมบทวิธี แบบคณะธรรมยุต” ซึ่งเรียบเรียงโดย พระครูนิรมิตวิทยากร (วิทยา กิจจวิชโช):
เอกสารนี้เป็นคู่มืออธิบายขั้นตอนการบรรพชาและอุปสมบทในคณะสงฆ์ธรรมยุต โดยมีกระบวนการโดยสรุปดังนี้:
1. การเตรียมตัวและการขอบรรพชา
- คุณสมบัติ: กุลบุตรผู้มีศรัทธาจะต้องไม่มีอุปสรรค เช่น โรคต้องห้าม, หนี้สิน, คดีความ, และต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา
- การขอบรรพชา: ผู้มุ่งบรรพชา (ปัพพัชชาเปกขะ) จะเข้าไปในอุโบสถ ถวายเครื่องสักการะพระอุปัชฌายะ นั่งคุกเข่า กล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทเป็นภาษาบาลี (“เอสาหัง ภันเต…”) จำนวน 3 จบ
- การสอนกัมมัฏฐาน: พระอุปัชฌายะจะสอน ตจปัญจกกัมมัฏฐาน (เกสา, โลมา, นะขา, ทันตา, ตะโจ) ให้ว่าโดยอนุโลม (ตามลำดับ) และปฏิโลม (ย้อนกลับ)
- การครองผ้า: พระอุปัชฌายะมอบผ้าไตรให้ผู้มุ่งบรรพชา ซึ่งจะออกไปครองผ้าตามวิธีที่ได้รับคำแนะนำ
2. การบรรพชาเป็นสามเณร
- ขอสรณะและศีล: เมื่อครองผ้าเสร็จแล้ว ผู้มุ่งบรรพชาจะกลับเข้าไปหาพระอาจารย์ (ผู้จะให้ศีล) และกล่าว “คำขอสรณะและศีล” (“อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ”) 3 จบ
- รับไตรสรณคมน์: พระอาจารย์นำกล่าวคำนมัสการ (“นะโม ตัสสะ…”) 3 จบ แล้วนำให้กล่าวคำรับไตรสรณคมน์ (“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ…”) ทีละพากย์จนครบ 3 จบ
- สำเร็จเป็นสามเณร: การบรรพชาเป็นสามเณรจะสำเร็จลงเมื่อจบไตรสรณคมน์
- รับศีล 10: จากนั้น พระอาจารย์จะนำให้สามเณรกล่าวคำสมาทานสิกขาบท 10 ประการ (“ปาณาติปาตา เวระมะณี” เป็นต้น)
3. การอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
- ขอนิสัย: สามเณร (บัดนี้เรียกว่า อุปสัมปทาเปกขะ หรือผู้มุ่งอุปสมบท) จะเข้าไปหาพระอุปัชฌายะ กล่าว “คำขอนิสัย” (“อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ”) 3 จบ และคำขอเป็นอุปัชฌายะ (“อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ”) 3 จบ
- การสอนชื่อและบริขาร: พระอุปัชฌายะจะสอนชื่อผู้บวช (เช่น สุภัทโท) และชื่อของท่าน (เช่น กิจจะวิชโช) จากนั้นพระอาจารย์จะคล้องบาตรให้ และบอกชื่อบริขารเป็นภาษาบาลี (บาตร , สังฆาฏิ , อุตตราสังโค , อันตรวาสะโก ) ให้ผู้บวชรับว่า “อามะ ภันเต”
- การซักซ้อม (นอกหัตถบาส): พระอาจารย์สั่งให้อุปสัมปทาเปกขะออกไปยืนรอข้างนอก (“คัจฉะ อะมุม์หิ โอกาเส ติฏฐาหิ”) พระอาจารย์ผู้เป็นกรรมวาจาจะสวดสมมติตนเพื่อสอนซ้อม แล้วออกไปถาม “อันตรายิกธรรม” (ข้อขัดข้อง) ซึ่งผู้บวชต้องตอบ “นัตถิ ภันเต” 5 ข้อ (เกี่ยวกับโรค) และ “อามะ ภันเต” 8 ข้อ (เช่น เป็นมนุษย์หรือไม่, เป็นชายหรือไม่, เป็นไทหรือไม่, ไม่มีหนี้หรือไม่, อายุครบ 20 ปีหรือไม่)
- การขออุปสมบทต่อสงฆ์: พระอาจารย์กลับเข้าสงฆ์ สวดเรียกอุปสัมปทาเปกขะกลับเข้ามา (“อาคัจฉาหิ”) ผู้บวชจะเข้ามากราบแล้วนั่งคุกเข่า กล่าว “คำขออุปสมบท” ต่อสงฆ์ (“สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ…”) 3 จบ
- การสวดกรรมวาจา (ญัตติจตุตถกรรม):
- พระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์
- พระอาจารย์สวดสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์
- มีการซักถามอันตรายิกธรรม (เหมือนเดิม) อีกครั้งต่อหน้าสงฆ์
- พระอาจารย์สวด “กรรมวาจาอุปสมบท” ซึ่งเป็นการสวดแบบ “ญัตติจตุตถกรรม” คือ ญัตติ (คำเผดียงสงฆ์) 1 ครั้ง และ อนุสาวนา (คำประกาศ) 3 ครั้ง
- สำเร็จเป็นพระภิกษุ: ความเป็นภิกษุจะสำเร็จบริบูรณ์เมื่อสวดจบอนุสาวนาครั้งที่ 3
4. การบอกอนุศาสน์
- การรับเข้าหมู่: ภิกษุใหม่กราบ 3 หน แล้วเข้านั่งในลำดับสงฆ์
- การสอนอนุศาสน์: พระอุปัชฌายะจะบอก “อนุศาสน์” (คำสอน) ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วน คือ:
- นิสัย 4: สิ่งที่ภิกษุต้องยึดถือเป็นหลัก ได้แก่ การบิณฑบาต , การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล , การอยู่โคนต้นไม้ , และการใช้ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
- อกรณียะ 4: ข้อห้ามเด็ดขาด (ปาราชิก) 4 ข้อ ได้แก่ การเสพเมถุน , การลักขโมย , การฆ่ามนุษย์ , และการอวดอุตตริมนุสสธรรม
- เมื่อจบอนุศาสน์ ภิกษุใหม่พึงรับว่า “อามะ ภันเต” เป็นอันเสร็จพิธี
เนื้อหาอื่นๆ ในเอกสาร:
- การบวชคู่ (นาคคู่): มีการระบุวิธีสวดกรรมวาจาสำหรับการอุปสมบทพร้อมกัน 2 รูป โดยเปลี่ยนคำสวดบางส่วน (เช่น ยาจามิ เป็น ยาจามะ ) และห้ามสวดอุปสมบทคราวเดียวกันเกิน 3 รูป
- แบบคำสอนนาค: มีตัวอย่างบทเทศนาของพระอุปัชฌาย์สำหรับสอนผู้บวช โดยอธิบายคุณของพระรัตนตรัย ประโยชน์ของการบวช และอธิบายขยายความกัมมัฏฐาน 5 (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง)
- คำสวดอื่นๆ: รวมคำสวดเบ็ดเตล็ด เช่น คำขอบวชชี-พราหมณ์ , คำแสดงตนเป็นอุบาสก-อุบาสิกา , คำขอขมาพระรัตนตรัย , และคำลาสิกขา





